ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งคอลฯหลอกนักศึกษาสาวมหาลัยดัง

แบ่งปันข่าวนี้ :

ตร.ไซเบอร์ทลายแก๊งคอลฯหลอกนักศึกษาสาวมหาลัยดัง

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท สั่งการให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. พล.ต.ต.ต.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.ขจร อบทอง รอง ผบก.สอท.2 พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 นำกำลังนำพร้อมหมายค้นศาลเปิดปฏิบัติการบุกค้นเป้าหมาย 3 จุด ทลายขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนักศึกษาสาวสูญกว่า 3.6 ล้านบาท ในพื้นที่จ.สมุทรปราการ 1 จุด และในพื้นที่ จ.สมุทรสาคร 2 จุด

โดยจุดแรกชุดสืบสวนนำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 508/2569 ค้นบ้านเลขที่ 2222/120 หมู่2 ภายในซอยมณฑาทิพย์ 1 แยก 7 ต.เทพารักษ์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

จุดที่2 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 524/2569 ค้นบ้านเลขที่ 138/203 หมู่3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ส่วนจุดที่3 นำหมายค้นศาลจังหวัดสมุทรสาคร ที่ 525/2569 ค้นบ้านเลขที่ 111/32-33 หมู่ที่ 2 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

สืบเนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเป็นหญิงและเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้รับการติดต่อทางโทรศัพท์จากคนร้ายในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างตัวว่าเป็นพนักงานผู้ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือของเครือข่าย AIS

แจ้งว่าผู้เสียหายว่ามีผู้นำหมายเลขบัตรประชาชนไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์ไปใช้ในการกระทำผิด จากนั้นได้โอนสายให้พูดคุยไปยังคนร้ายที่อ้างตัวว่าเป็นตำรวจของสภ.เมืองเลย แจ้งให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนทางไลน์ในการติดต่อ โดยออกอุบายว่าได้จับกุมผู้ต้องหาในคดีฟอกเงิน โดยให้การซัดทอดว่าทางผู้เสียหายขายบัญชีธนาคารให้บุคคลอื่นนำไปใช้ในการกระทำผิดและจะต้องถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน

ทำให้ผู้เสียหายเกิดความกลัวในความผิดตามที่คนร้ายข่มขู่ จากนั้นให้ผู้เสียหายแสดงบัญชีทรัพย์สินทางธนาคารทั้งหมด เพื่อตรวจสอบหากไม่ได้กระทำผิดจะดำเนินการคืนยอดเงินทั้งหมด โดยให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีที่อ้างว่าเป็นบัญชีธนาคารกลางของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ด้วยความตกใจและเกรงว่าจะมีความผิดจึงยอมโอนเงินจากหลายบัญชีรวมยอดกว่า 8.5 แสนบาท

หลังจากโอนเงินไปแล้วทางคนร้ายได้ออกอุบายซ้ำอีกครั้งว่าให้ผู้เสียหายไปขอเงินจากพ่อและแม่ เพื่อโอนไปตรวจสอบกับทาง บัญชีธนาคารกลางของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) เพิ่มเติมอีก โดยคนร้ายงพร่อมกำชับแจ้งผู้เสียหายว่าห้ามไม่ให้บอกพ่อกับแม่หรือเพื่อนคนใดอย่างเด็ดขาดว่ามีการโอนเงินมาตรวจสอบ

อีกทั้งคนร้ายได้เสนอวิธีให้ใช้ลักษณะของการขอทุนจากมหาวิทยาลัย ซึ่งคนร้ายอ้างว่ารู้จักกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย จะให้อาจารย์คนดังกล่าวทำหนังสือขอทุนไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศออสเตรเลีย ต้องใช้เงินประมาณ 2-3 ล้านบาท

ก่อนทางผู้เสียหายตัดสินใจเลือกใช้วิธีขอเงินจากพ่อให้โอนมาเข้าบัญชีตัวเองจำนวน 2.7 ล้านบาท จากนั้นได้ทยอยโอนเงินเข้าบัญชีคนร้าย เนื่องจากไม่สามารถโอนเงินเกินยอด 2 ล้านบาทต่อวัน โดยโอนในรอบแรกไปจำนวน 1.1 ล้านบาท ในส่วนที่ยอดเงินที่เหลืออีก 1.6 ล้านบาทคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายถอนเงินสดออกจากบัญชีที่หน้าเคาว์เตอร์ธนาคาร ภายในห้างแห่งหนึ่งย่านศรีนครินทร์ ก่อนคนร้ายนัดหมายให้ส่งมอบเงินในจุดที่ใกล้กับธนาคาร โดยได้เปิดห้องพักที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อรอส่งมอบเงินให้คนร้าย ซึ่งรวมยอดเงินที่ให้คนร้ายไปทั้งสิ้น 3,617,000 บาท ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกหลอกลวง จึงเข้าแจ้งความกับตำรวจไซเบอร์เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์รายนี้

ต่อมา พ.ต.อ.มนต์ชัย บุญเลิศ ผกก.2 บก.สอท.2 พร้อมทีมสืบสวน กก.2 บก.สอท.2 ได้ทำการสืบสวนแกะรอยจนทราบว่าแก๊งมิจฉาชีพรายนี้เป็นกลุ่มขบวนการใหญ่ มีผู้เกี่ยวข้องในการกระทำผิดหลายราย มีทั้งชาวจีน ชาวเวียดนามและคนไทย มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบ อาทิ คนรับเงินสด คนจัดหารถไปรับเงิน และกลุ่มบัญชีม้ารองรับการโอนเงินจากผู้เสียหาย โดยมีบอสชาวจีนเป็นผู้สั่งการและคอยรับผลประโยชน์

ทางชุดสืบสวนจึงรวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติศาลจังหวัดสมุทรปราการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายนี้รวม 8 ราย และออกหมายค้นเป้าหมายเข้าจับกุมผู้กระทำผิดไว้ได้แล้ว 4 ราย ประกอบด้วย MR. QUOC NAM อายุ 38 ปี สัญชาติเวียดนาม และ MR.HUY TAN อายุ 26 ปี สัญชาติเวียดนาม พร้อมตรวจยึด พาสสปอร์ต 2 เล่มโทรศัพท์มือถือ 8 เครื่อง ซึ่งทั้งสองรายจับกุมได้ที่บ้านพักในพื้นที่จ.สมุทรปราการ

น.ส.ดลภัค หรือเจ้นิด อายุ 49 ปี ชาว จ.สมุทรสาคร จับกุมได้ที่บ้านพักในอ.เมืองสมุทรสาคร พร้อมตรวจยึดเงินสด 792,690 บาท โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร 12 เล่ม และเอกสารการทำธุรกรรมทางธนาคารอีกจำนวนหนึ่ง และนายฐิติกาล อายุ 25 ปี ชาว จ.สมุทรปราการ จับกุมได้ในพื้นที่อ.เมืองสมุทรปราการ ส่วนที่เหลืออีก 4 ราย อยู่ระหว่างติดตามตัว

จากพยานหลักฐานพบว่าชาวเวียดนามทั้งสองคนเทำหน้าที่รับเงินสดจากผู้เสียหายเพื่อนำส่งให้บอสชาวจีน ส่วนนายฐิติกาล ทำหน้าที่บัญชีม้า ซึ่งหลังจากมียอดเงินเข้ามาในบัญชี จะคอยถอนเงินเพื่อนำไปซื้อสินค้าหลายประเภท เช่น เหล้า บุหรี่ ครั้งละมูลค่าหลายแสนบาทเพื่อส่งต่อให้น.ส.ดลภัค เพื่อนำไปขายเปลี่ยนเป็นเงินสด

ส่วนน.ส.ดลภัค เบื้องต้นยังให้การอ้างว่าไม่มีเกี่ยวข้องในกลุ่มขบวนการนี้ แต่ชุดสืบสวนมีหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า น.ส.ดลภัค มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มขบวนการนี้ในการนำผลประโยชน์ไปให้กับผู้สั่งการชาวจีน ซึ่งจะเห็นได้ว่ากลุ่มขบวนการนี้มีการวางแผนในการอำพรางเส้นทางการเงินและปกปิดให้ยากต่อการติดตาม

โดยดำเนินคดีทั้งหมดในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประขาชน โดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น สมคบโดยการตกลงกันตั่งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือจ้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน“

อ่านแล้ว76 times!

แบ่งปันข่าวนี้ :

You May Also Like

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.