กยท. ดีลความร่วมมือ 5 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ หนุนวิจัย ‘ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ’ ลดภาระแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพ

แบ่งปันข่าวนี้ :

กยท. ดีลความร่วมมือ 5 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ หนุนวิจัย ‘ระบบกรีดยางความถี่ต่ำ’ ลดภาระแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนยาง เสริมคุณภาพผลผลิตยาง

วันนี้ (7 ส.ค. 69) ณ ห้องราชไมตรี การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) สำนักงานใหญ่ – กยท. โดย นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. พร้อมด้วยผู้แทนพันธมิตรรวม 5 หน่วยงานจาก 3 ประเทศ ร่วมลงนามในหนังสือความร่วมมือ “การวิเคราะห์โครงสร้างและคุณสมบัติของยางจากระบบกรีดยางความถี่ต่ำและปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับของเกษตรกร” มุ่งพัฒนาองค์ความรู้-ต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง ลดข้อจำกัดด้านแรงงานกรีดยาง ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพยาง สอดรับความต้องการของอุตสาหกรรมยางในอนาคต

นายโกศล กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดำเนินโครงการวิจัยร่วมระหว่าง 5 หน่วยงาน คือ กยท., มหาวิทยาลัยขอนแก่น (KKU), สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (KAPI) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, Centre de coopération internationale en recherche agronomique pour le développement (CIRAD) จากประเทศฝรั่งเศส และ บริษัท ซูมิโตโมรับเบอร์ อินดัสตรีส์ จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างระบบกรีดยางความถี่ต่ำ (Low-Frequency Tapping System) กับโครงสร้างและคุณสมบัติของยางธรรมชาติ ควบคู่กับการศึกษาปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเกษตรกรในการนำระบบกรีดยางความถี่ต่ำไปใช้ โดยมุ่งนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบโจทย์ในภาคการผลิตยางพารา โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านแรงงานกรีด ไปจนถึงการพัฒนาคุณภาพวัตถุดิบยางธรรมชาติให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยางในอนาคต โดย กยท. จะเป็นหน่วยงานหลักในการสนับสนุนการดำเนินงานภาคสนาม ทั้งการจัดเตรียมพื้นที่วิจัย คัดเลือกเกษตรกร สนับสนุนบุคลากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ และทดสอบคุณสมบัติของยาง รวมถึงจัดเตรียมแปลงทดลอง ณ ศูนย์วิจัยยางฉะเชิงเทรา เพื่อผลักดันให้ผลการวิจัยสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในภาคการผลิตของประเทศได้ ดังนั้น ความร่วมมือนี้นับเป็นการบูรณาการจุดแข็งของหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา หน่วยงานวิจัยระดับนานาชาติ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราของไทย ทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกต่อไป

“กยท. คาดหวังว่า ผลงานวิจัยและองค์ความรู้จากความร่วมมือของทั้ง 5 หน่วยงาน จะสร้างแนวทางการจัดการสวนยางและกำหนดมาตรการส่งเสริมที่เหมาะสม ทำให้เกษตรกรสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริง ยกระดับคุณภาพยางธรรมชาติต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมด้านยางพาราในระยะยาว เพื่อเสริมความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมยางไทยและสร้างความมั่นคงแก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายโกศล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับระบบกรีดยางความถี่ต่ำ หรือ Low-Frequency Tapping System: LFTS เป็นระบบลดจำนวนครั้งในการกรีดต้นยางลงเมื่อเทียบกับระบบกรีดแบบปกติ เช่น จากการกรีดทุก 2 วันหรือทุกวัน เป็นการกรีดทุก 3 วัน ทุก 4 วัน หรือทุก 6 วัน ร่วมกับการใช้สารกระตุ้นน้ำยาง เช่น เอทีฟอน เพื่อให้ต้นยางยังคงให้ปริมาณน้ำยางที่เหมาะสม ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นอีกแนวทางที่ช่วยลดการพึ่งพาแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนยางได้

ทีมข่าวประชาสัมพันธ์ กยท.

อ่านแล้ว68 times!

แบ่งปันข่าวนี้ :

You May Also Like

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.