“สุภานันท์” จี้รัฐแก้น้ำมันแพง-ปุ๋ยพุ่ง ชงรื้อโครงสร้างราคา-ผุดคลังยุทธศาสตร์ชาติ “เอกนัฏ” โวกลางสภา งัดยาแรงรีดเงินโรงกลั่นหมื่นล้านสยบน้ำมันแพง

”สุภานันท์ ปัญญาทิพย์” สส.เชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม ลุกขึ้นตั้งกระทู้ถามนายกฯ เร่งแก้ปัญหาวิกฤติน้ำมันแพงและปุ๋ยแพง กระทบภาคขนส่ง-เกษตรกร งัด 4 ข้อเสนอเด็ด รื้อโครงสร้างราคา-แก้ปมโลจิสติกส์-ผุดคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ (SPR) พร้อมจี้หาทางออกวิกฤติ “ปุ๋ยแพง” หวังหั่นค่าครองชีพช่วยประชาชน

“เอกนัฏ พร้อมพันธุ์” รมว.พลังงาน ยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ งัดมาตรการเด็ดฟันค่าการกลั่น ดึงเงินโรงกลั่นทุบทุกลิตรตุนหมื่นล้านเฉือนราคาน้ำมันช่วยประชาชน พร้อมโชว์สต็อกน้ำมันแน่นปึ้กพ้นวิกฤต 100 วัน การันตีปั๊มไม่ขาดแคลน ควบคู่แผนหนุน บี 20 พุ่ง 6 เท่า และอุ้มเกษตรกรเจอปุ๋ยแพง

วันที่ 4 มิถุนายน 2569 น.ส.สุภานันท์ ปัญญาทิพย์ สส.เชียงใหม่ เขต 6 พรรคกล้าธรรม ได้ตั้งกระทู้ถามทั่วไปต่อนายกรัฐมนตรีถึงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการโลจิสติกส์ของประเทศ หลังเหตุการณ์วิกฤติน้ำมันแพงว่า ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและขาดแคลน โดยเฉพาะในพื้นที่ภูเขาห่างไกลอย่าง จ.เชียงใหม่ เขต 6 พี่น้องชาว อ.พร้าว เชียงดาว เวียงแหง ไชยปราการ เฉพาะต.หนองบัว-ศรีดงเย็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ต้องใช้น้ำมันในการขนส่งผลผลิตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการส่งตัวผู้ป่วยฉุกเฉินก็ได้รับผลกระทบ น้ำมันจึงถือเป็น “ต้นทุนชีวิต” ของประชาชนอย่างแท้จริง จึงขอตั้งคำถามและเสนอแนะแนวทางต่อกระทรวงพลังงานใน 4 ประเด็นดังนี้
- ชำแหละโครงสร้างราคา-ช่วยกองทุนน้ำมันฯ อ่วม ปัจจุบันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบกภาระตัวเลขติดลบกว่า 63,000 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างราคาของไทยยังอิงกลไกตลาดสิงคโปร์ (รวมค่าขนส่งและประกันภัย) ซ้ำยังมีปัจจัยค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่ 10-15 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ดันให้ “ค่าการกลั่น” พุ่งสูงถึง 6 บาท/ลิตร ทั้งที่เป็นสต็อกน้ำมันเก่า จึงขอถามรัฐบาลว่า จะมีแนวทางปรับปรุงโครงสร้างราคาให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นในประเทศอย่างไร? และระยะสั้นจะบริหารจัดการกำไรส่วนต่างจากสต็อกน้ำมันเก่า มาช่วยเสริมสภาพคล่องกองทุนฯ และลดราคาหน้าปั๊มให้ประชาชนได้หรือไม่
- รื้อระบบโลจิสติกส์-ลดคิวรถขนส่ง ป้องกันน้ำมันขาดช่วง แม้ตัวเลขจะชี้ว่าไทยมีน้ำมันสำรอง 12,000 ล้านลิตร (ใช้ได้ 103 วัน) แต่เมื่อความต้องการดีเซลพุ่งพรวดจาก 67 ล้านลิตร เป็น 80 ล้านลิตร/วัน กลับเกิดปัญหาคิวรถบรรทุกแออัด ส่งน้ำมันไม่ทันจนปั๊มขาดแคลน จึงเสนอให้รัฐพิจารณายุทธศาสตร์แยกอุปสงค์ ทำระบบท่อตรง (Bypass) กระจายน้ำมันดีเซล B20 ราว 16 ล้านลิตร/วัน ส่งตรงเข้าภาคอุตสาหกรรม รถบรรทุก และการประมง เพื่อลดความแออัดตามสถานีบริการน้ำมันทั่วไป
- ดันคลังน้ำมันยุทธศาสตร์ (SPR) สร้างความมั่นคงระยะยาว ตนเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนผ่านสู่การมีคลังน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์แบบขั้นบันได เพื่อจัดการต้นทุนและปริมาณสำรองได้โดยตรง หากตั้งเป้าตามมาตรฐานสากล IEA ที่ 90 วัน (จากปัจจุบันที่เอกชนสำรองไว้เพียง 25 วัน) ไทยอาจต้องใช้คลังจัดเก็บถึง 14,000 ล้านลิตร พร้อมทวงถามกรอบเวลาลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลในภาคขนส่ง (ปัจจุบัน 68.8 ล้านลิตร/วัน) หันไปผลักดันระบบรางและรถยนต์ EV ตามแผน PDP 2026 รวมถึงทิศทางการเตรียมงบประมาณ เพื่อดันไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานในอนาคต
- กู้วิกฤติปุ๋ยแพง-อุ้มเกษตรกรลดพึ่งพานำเข้า ความผันผวนของราคาพลังงานส่งผลกระทบชิ่งมาถึงภาคเกษตร โดยเฉพาะ “ปุ๋ยยูเรีย” ที่ราคาพุ่งสูงถึง 72% ตามราคาก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 95% (ส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง) ทำให้รายได้เกษตรกรหดหาย จึงขอถามถึงมาตรการระยะสั้นในการอุดหนุนต้นทุนปัจจัยการผลิตและยาฉุกเฉิน และยุทธศาสตร์ระยะยาวที่จะลดการพึ่งพานำเข้า 95% เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เกษตรกรไทยยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
ด้านนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้รับมอบหมายจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้เป็นผู้ชี้แจงกระทู้ ได้กล่าวว่าโครงสร้างราคาน้ำมันและค่าการกลั่น ที่พุ่งสูงจากวิกฤตตะวันออกกลาง ดันราคาดีเซลในตลาดโลกจาก 100 เหรียญฯ ไปแตะเกือบ 300 เหรียญฯ ต่อบาร์เรล

”นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กระทรวงพลังงานใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ผ่านคณะกรรมการ กปง. เข้าไปดึงเงินจากโรงกลั่นทั้ง 6 โรง ทุกลิตรที่ผลิต ตั้งแต่ 2-5 บาทต่อลิตร รวบรวมเงินได้เกือบ 10,000 ล้านบาท นำมาหั่นราคาหน้าปั๊มทันที ทำให้ราคาดีเซลที่จริง ๆ ควรจะพุ่งไปถึง 67-70 บาทต่อลิตร ลดลงมาเหลือ 40 บาทลิตร ได้รวดเร็วกว่ากลไกตลาดถึง 1 เดือน” นายเอกนัฏ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานกำลังศึกษาเพื่อคลอดมาตรการถาวรในการควบคุม (Cap) ค่าการกลั่น หากเกิดวิกฤตในอนาคตเพื่อไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระเกินจริง
สำหรับประเด็นโลจิสติกส์และการกระจายน้ำมัน รมว.พลังงาน ยืนยันว่า มีทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปตามกฎหมายและเหนือกฎหมาย รวมใช้ได้ยาวนานถึง 60 วันโดยไม่ต้องนำเข้าเพิ่ม เมื่อนับรวมน้ำมันที่อยู่บนเรือขนส่งและยอดสั่งซื้อล่วงหน้า ไทยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 100 วัน (3 เดือนครึ่ง) ซึ่งตลอดช่วงวิกฤตที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ดึงน้ำมันสำรองตามกฎหมายมาใช้เลย พร้อมประสานเปิดสถานีบริการน้ำมัน บี 20 บนเส้นทางหลัก จากเดิมไม่ถึง 100 ปั๊ม พุ่งเป็น 600 กว่าปั๊มทั่วประเทศ ดันยอดจำหน่ายจากวันละ 5 แสนลิตร ทะยานสู่ 3 ล้านลิตรต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ช่วยลดต้นทุนให้รถบรรทุกและเกษตรกรได้ถูกกว่าน้ำมันฐาน 5-7 บาท
รมว.พลังงาน ยอมรับว่าวิกฤตสงครามกระทบอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ดันราคา “ปุ๋ยยูเรีย” พุ่งสูงถึง 72% เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าแม่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงถึง 95% ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จับมือประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อตรึงราคา เจรจานำเข้าแม่ปุ๋ย และป้องกันไม่ให้สินค้าขาดตลาด
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซล, เอทานอล) ซึ่งทำให้ราคาพืชผลทางการเกษตรทั้ง ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง ให้สูงขึ้น เกษตรกรมีรายได้มาชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เงินไม่รั่วไหลไปตะวันออกกลาง

นอกจากนี้เกษตรกรมีน้ำมันราคาถูกอย่าง บี 20 และ อี 20 ไว้ใช้กับรถไถ รถเกี่ยว รถอีแต๋น ลดต้นทุนการผลิตลงไปได้กว่า 20%
ส่วนในระยะยาว รัฐบาลพร้อมสนับสนุนนโยบายเพิ่มกำลังการผลิตวัตถุดิบต้นน้ำในประเทศ เช่น การผลักดันโครงการปุ๋ยโพแทส เพื่อให้ประเทศไทยยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างความมั่นคงอย่างยั่งยืนในอนาคต

ในช่วงท้าย น.ส.สุภานันท์ ได้กล่าวขอบคุณรมว.พลังงาน ที่มาชี้แจง พร้อมย้ำทิ้งท้ายอย่างหนักแน่นว่า ความมั่นคงทางพลังงานคือกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงระบบเศรษฐกิจ โลจิสติกส์ และคุณภาพชีวิตเกษตรกร ราคาน้ำมันคือต้นทุนชีวิตและเป็นภาระค่าครองชีพที่กดทับประชาชน โดยเชื่อว่าพี่น้องประชาชนรอคอยฝีมือการบริหารของรัฐบาล และหวังว่ามาตรการในวันนี้จะช่วยเรียกความเชื่อมั่นคืนมาได้.
อ่านแล้ว94 times!
