คอมมานโด กก.4 รวบ 2 ผู้ต้องหารับเปิดบัญชีม้า และหลอกลงทุนขายของมือสอง

แบ่งปันข่าวนี้ :

คอมมานโด กก.4 รวบ 2 ผู้ต้องหารับเปิดบัญชีม้า และหลอกลงทุนขายของมือสอง

เมื่อเวลา 07.00น. น.วันที่ 10 เม.ย. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. โดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังเจ้าหน้าที่ กองกำกับ 4 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ(บก.ปพ.) ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับที่กีะทำผิดในลักษณะการเปิดบัญชีม้า , หลอกลงทุน หลอกขายของ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 2 ราย

รายแรกจับกุม นางสาวพรวดี หรือแต๊ก อายุ 42 ปี สาวบุรีรัมย์ ผู้ต้องเหาตามหมายจับศาลจังหวัดราชบุรี ที่ 475/2568 ลงวันที่ 24 กันยายน 2568 ในความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือ บัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องโดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” โดยจับกุมได้บริเวณสถานีรถไฟชุมทางบ้านภาชี ตำบลภาชี อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 04.30 น.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ผู้เสียหายรายหนึ่งได้เข้าไปร่วมลงทุนกับเพจเฟสบุ๊กชื่อ “Asset Development” (ไม่ทราบลิงก์) ที่โพสต์โฆษณาชักชวนให้ทำงานออนไลน์ลักษณะโปรโมท หรือแนะนำที่พัก โดยอ้างว่าจะได้รับค่าคอมมิชชั่น แต่ต้องโอนเงินลงทุนล่วงหน้า
ก่อนจะชักชวนให้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรมชื่อ “AgodaCommission VIP 9160” และให้สมัครทำงานผ่านเว็บไซต์ https://shorturl.asia/a2YSFX เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว และเริ่มทำภารกิจตามระบบ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินรวม 5 ครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 334,860 บาท สุดท้ายไม่สามารถถอนเงินออกจากระบบได้ อีกทั้งยังถูกหลอกให้โอนเงินเพิ่ม จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวง และได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี และมีการออกหมายจับ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับ 4 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ(บก.ปพ.) สืบสวนทราบว่า นางสาวพรวดี หรือแต๊ก อายุ 42 ปี ได้หลบหนีมาอยู่ในตำบลภาชี อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้ลงพื้นที่หาข่าวจนพบบุคคล มีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ ก่อนเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง และเบื้องต้นให้การรับสารภาพว่าตนได้เปิดบัญชีม้าให้เพื่อนที่มาชักชวนเปิดบัญชีไปจำนวน 3 บัญชี โดยได้ค่าตอบแทนบัญชีละ 500 บาท แต่ตนไม่ทราบว่าบัญชีจะถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

รายที่ 2 จับกุมนางสาวอรัญญา หรือแบม อายุ 22 ปี สาวขอนแก่น ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 7378/2568 ลงวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ในความผิดฐาน “สนับสนุนให้มีการฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นๆ และโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และเปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์หรือบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ของตน โดยมิได้มีเจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่ตนเกี่ยวข้องหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้ ทั้งนี้โดยประการที่รู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือความผิดทางอาญาอื่นใด” โดยจับกุมได้บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.เมื่อเวลาประมาณ 05.30 น.( 10 เม.ย. ) ที่ผ่านมา

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ผู้เสียหายเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว หลังถูกหลอกให้ร่วมลงทุนขายสินค้ามือสองผ่านเพจเฟซบุ๊ก โดยมิจฉาชีพอ้างให้ทำภารกิจเพื่อรับผลตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินจากบัญชีส่วนตัวไปยังบัญชีของบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 34,530 บาท แต่ภายหลังไม่สามารถดำเนินการต่อหรือถอนเงินได้ อีกทั้งไม่สามารถติดต่อผู้เกี่ยวข้องได้ จึงเชื่อว่าถูกหลอกลวงจึงเข้าแจ้งความเพื่อดำเนินคดี และถูกออกหมายจับไว้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับ 4 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ(บก.ปพ.) สืบสวนทราบว่า นางสาวอรัญญา หรือแบม อายุ 22 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ได้เดินทางมากับรถโดยสารโดยจะลงรถที่สถานีขนส่งหมอชิต เจ้าหน้าที่จึงได้ลงพื้นที่หาข่าวจบพบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ ก่อนเข้าแสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง แต่เบื้องต้นให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าเคยเปิดบัญชีธนาคารพร้อมบัตรเอทีเอ็ม เพื่อรับเงินเดือนกัยที่ทำงานไว้ โดยเจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้เก็บสมุดบัญชีและบัตรเอทีเอ็มไว้ เมื่อเงินเดือนเข้าทางเจ้าหน้าที่การเงินจะกดเงินมาจ่ายเงินเดือนให้ ซึ่งมีแค่บัญชีเงินฝากบัญชีนี้บัญชีเดียว ไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับการหลอกลงทุนขายของมือสองแต่อย่างใด จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้คุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ลาดพร้าว ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่า ทั้ง 2 คดีนี้ กลุ่มมิจฉาชีพมักเริ่มต้นด้วยการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือ ผ่านเพจ หรือช่องทางโซเชียลมีเดียให้ดูเหมือนเป็นธุรกิจจริง โพสต์ชักชวนให้ทำงานออนไลน์ง่าย ๆ รายได้ดี เพื่อดึงดูดความสนใจของเหยื่อ เมื่อมีคนหลงเชื่อ ก็จะพยายามให้ออกจากแพลตฟอร์มหลักไปพูดคุยในแอปอื่น เช่น เทเลแกรม หรือไลน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและการถูกติดตามหลังจากนั้น มิจฉาชีพจะส่งลิงก์เว็บไซต์ให้สมัครงาน โดยให้กรอกข้อมูลส่วนตัว และเริ่มทำภารกิจเล็ก ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น บางครั้งอาจมีการแสดงยอดเงินหรือกำไรปลอม เพื่อให้เหยื่อรู้สึกว่าได้เงินจริง จากนั้นจึงเริ่มหลอกให้โอนเงิน โดยอ้างว่าเป็นค่าลงทุน ค่าปลดล็อกงาน หรือค่าเพิ่มระดับเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น

และเมื่อเหยื่อโอนเงินไปแล้ว มักจะไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ และจะถูกหลอกให้โอนเพิ่มด้วยเหตุผลต่าง ๆ เช่น ระบบยังไม่สมบูรณ์ หรือจำเป็นต้องจ่ายเพิ่มเพื่อปลดล็อกเงินทั้งหมด หากเหยื่อเริ่มสงสัยหรือปฏิเสธ มิจฉาชีพจะพยายามกดดัน เร่งรัด หรือสุดท้ายก็ปิดการติดต่อหนีไป ทั้งหมดนี้เป็นรูปแบบการหลอกลวงที่อาศัยความน่าเชื่อถือปลอม ผสมกับการสร้างความหวังเรื่องรายได้ง่าย และใช้ความเร่งรีบเป็นตัวเร่งให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่ทันตรวจสอบ จึงทำให้หลายคนตกเป็นเหยื่อและสูญเสียเงินจำนวนมากในเวลาอันสั้น

อ่านแล้ว163 times!

แบ่งปันข่าวนี้ :

You May Also Like

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.