เบื้องหลัง 4 นวัตกรรมจากทีมนวัตกรทรู ผู้คว้ารางวัล Chairman Award จากเวที CP Innovation Exposition 2026 กับการเปลี่ยนโจทย์ท้าทายให้เป็นโซลูชันเพื่อธุรกิจ และสร้างความหมายในชีวิตของผู้คน

ในยุคที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนทุกมิติของชีวิต นวัตกรรมไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่คือเครื่องมือสำคัญในการแก้โจทย์ธุรกิจและสร้างความหมายให้กับชีวิตของผู้คน
ในงาน CP Innovation Exposition 2026 ภายใต้แนวคิด “RISE TOGETHER, INNOVATE BEYOND” มีผลงานนวัตกรรม 319 ผลงานที่บุคลากรเครือเจริญโภคภัณฑ์ทั่วโลกส่งเข้าประกวด โดยมี 90 ผลงานที่ได้รับเลือกเพื่อจัดแสดงในงาน และมีผลงานจำนวนหนึ่งที่มีความโดดเด่นและสามารถคว้ารางวัลสูงสุดอย่าง Chairman Award มาครองได้
ในบรรดาผลงานที่ได้รับรางวัลปีนี้ มี 4 นวัตกรรมที่สร้างสรรค์โดยทีมนวัตกรทรู ที่แม้จะเริ่มจากโจทย์ที่ต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ การมองเห็นปัญหาแล้วนำองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยีมาทดลองหาทางแก้ จนเกิดเป็นนวัตกรรมที่นำไปใช้ได้จริง สะท้อนวัฒนธรรมองค์กรของทรูที่เชื่อมั่นว่า ‘ทุกคนเป็นนวัตกรได้’
- นวัตกรรมกล้องอัจฉริยะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ
ทุกวันนี้กล้องวงจรปิดกลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานในธุรกิจ โจทย์ใหญ่เวลานี้จึงไม่ใช่การบันทึกภาพเหตุการณ์อีกต่อไป แต่คือการนำข้อมูลภาพและวิดีโอจำนวนมหาศาลมาวิเคราะห์และต่อยอดเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน ซึ่งเป็นที่มาของนวัตกรรม กล้องอัจฉริยะ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ ที่ยกระดับกล้องวงจรปิดจากการ “มองเห็น” สู่การ “ลงมือทำ” ได้
“โจทย์ที่เราเจอคือ ลูกค้าอยากรู้ต่อว่าข้อมูลพื้นฐานที่เขามี เช่น จำนวนคนเข้าพื้นที่ ควรนำไปใช้จัดการงานอย่างไร หรือต่อยอดอะไรได้บ้าง ทีมเราจึงตั้งคำถามว่า จะมีโซลูชันไหนที่ทำให้กล้องมองเห็น เข้าใจเหตุการณ์ตรงหน้า และลงมือทำ เพื่อสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจของลูกค้าได้” สาวิตรี หงษ์วิหค หนึ่งในนวัตกรของทีม เล่าถึงโจทย์เริ่มต้น
ทีมนวัตกรจึงพัฒนาแพลตฟอร์มที่ผสานภาพและวิดีโอจากกล้องวงจรปิดเข้ากับ AI เพื่ออ่าน วิเคราะห์ และทำความเข้าใจภาพจากกล้อง พร้อมเชื่อมโยงสิ่งที่ตรวจพบเข้ากับกระบวนการทำงานแบบเรียลไทม์ ระบบจึงไม่ได้ทำแค่ตรวจจับและแจ้งเตือน แต่ยังส่งต่อข้อมูล ติดตามผลการดำเนินการ ประสานงาน และตรวจสอบสถานะได้ด้วยตัวเอง
“ตัวอย่างในธุรกิจรีเทล หาก AI ตรวจพบว่ามีลูกค้ารอคิวมากกว่า 5 คน ระบบจะส่งแจ้งเตือนให้สาขาเปิดจุดชำระเงินเพิ่ม แต่ถ้าผ่านไป 5 นาทียังไม่มีการดำเนินการใดๆ ระบบจะส่งแจ้งเตือนให้ผู้รับผิดชอบอีกระดับ หรือหากสถานการณ์คลี่คลาย ก็ปิดระบบจบเองได้” สาวิตรี อธิบายให้เห็นภาพการทำงาน

จากการทำงานที่ได้เจอโจทย์ของลูกค้าในหลากหลายธุรกิจ ทีมนวัตกรจึงได้รวบรวม Use Case ต่างๆ ไว้ใน AI Library ซึ่งสามารถปรับให้เข้ากับเงื่อนไขการใช้งานได้กว่า 300 รูปแบบ ที่ผ่านมาไม่เพียงช่วยในเรื่องระบบการทำงาน แต่ช่วยลดการปะทะระหว่างบุคคล รวมไปถึงความใส่ใจในทุกชีวิต
“เราเพิ่งได้นำไปใช้ในโครงการบ้านจัดสรรที่ต้องตรวจสอบรถจอดกีดขวาง แต่เดิม รปภ. จะคอยถ่ายภาพและแจ้งเตือนลูกบ้าน ตอนนี้ระบบก็เก็บข้อมูลและแจ้งเตือนได้อัตโนมัติ ลดการเผชิญหน้าที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ หรือเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา กล้องและระบบตรวจเจอสัตว์เลี้ยงที่พลัดหลงออกจากบ้านได้เช่นกัน” สาวิตรี เล่าตัวอย่างจากหน้างาน
จากนี้ทีมนวัตกรวางแผนพัฒนาฟีเจอร์เพิ่มเติม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าในหลากหลายธุรกิจต่อไป
“เมื่อเห็นว่าลูกค้านำนวัตกรรมนี้ไปใช้ในกระบวนการทำงานได้จริง เป็นประโยชน์กับเขา เรารู้สึกว่าการทำงานที่ผ่านมามีความหมาย และรู้สึกว่าสิ่งเราสร้างนี้มีคุณค่าต่อลูกค้าอย่างแท้จริง” สาวิตรี กล่าวถึงความรู้สึกทิ้งท้าย
- CORGI นวัตกรรมผู้ช่วยนักกายภาพบำบัดอัจฉริยะ
การทำกายภาพบำบัดร่างกายของผู้ป่วยเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความต่อเนื่องและการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่สำหรับผู้ป่วยโรคติดต่ออย่างวัณโรค การเข้าไปช่วยกายภาพบำบัดอาจเพิ่มความเสี่ยงให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีจำกัดได้
โจทย์นี้คือจุดเริ่มต้นของ CORGI หุ่นยนต์ผู้ช่วยรักษาพยาบาลและทำกายภาพบำบัด ที่ True Innovation Center พัฒนาร่วมกับ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีเป้าหมายในการสนับสนุนงานกายภาพบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยวัณโรคหลังการผ่าตัด โดยผสาน Robotics, AI Vision Edge Computing และ Telemedicine เข้าด้วยกัน

สุริยา ก้อนคำ Project Manager ของงานนี้เคยนำทีมพัฒนา “HAPPY” หุ่นยนต์ช่วยบริการรักษาผู้ป่วยมะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยสารรังสีไอโอดีน ซึ่งได้รับรางวัล Chairman Award 2025 สุริยาเล่าว่า แม้ทั้งสองโปรเจกต์จะใช้หุ่นยนต์เหมือนกัน ทว่าโจทย์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง จึงต้องเริ่มเป็นอัลกอริทึมใหม่ทั้งหมด 100%
“ครั้งนี้เรามีเป้าหมายในการลดการสัมผัสระหว่างบุคลากรทางการแพทย์กับผู้ป่วยให้เหลือศูนย์ จึงต้องเริ่มจากการทำ Design Thinking กับบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งท้ายที่สุดสรุปออกมาเป็น 3 ฟีเจอร์สำคัญคือ หนึ่ง Telerehabilitation หรือการกายภาพบำบัดทางไกล สองคือ Zero-Contact Delivery สำหรับขนส่งอาหารและยา และสามคือ Automated Personalized EHR บันทึกเวชระเบียนรายบุคคลอัตโนมัติ ผ่านหุ่นยนต์กายภาพในรูปลักษณ์สุนัข CORGI ที่ดูเป็นมิตร ซึ่งออกแบบโดยภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาฯ” สุริยา อธิบาย
ขณะที่ ณรงค์ฤทธิ์ พูลทรัพย์เจริญ Project Leader ขยายภาพการทำงานว่า “ทีมงานได้มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรม AI ภายใต้ชื่อ ‘Autonomous Viewpoint Optimization’ เพื่อยกระดับการประเมินและติดตามการกายภาพบำบัดอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ ‘CORGI’ สามารถเคลื่อนที่และปรับมุมมองกล้องได้เองแบบอัตโนมัติ”
เบื้องหลังการทำงานของ CORGI คือ แนวคิด Human Expertise Model ที่นำความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญมาผสานกับระบบ AI โดยมีหุ่นยนต์เป็นส่วนที่นำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง แนวทางนี้นำมาต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่งานอื่นเพื่อขยายประโยชน์ให้ผู้ป่วยในวงกว้างได้ในอนาคต

“นวัตกรรมนี้ได้ยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญที่รองรับการทำงานของ Medical AI Platform ที่จะทำหน้าที่รวมศูนย์องค์ความรู้เฉพาะทางทางการแพทย์ของประเทศไทยในอนาคตอันไกล้นี้” ณรงค์ฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย
- EnergySense นวัตกรรม AI ด้านการบริหารพลังงานเครือข่ายโทรคมนาคม
เบื้องหลังสัญญาณสื่อสารที่ผู้คนใช้ในชีวิตประจำวัน คือพลังงานไฟฟ้าจำนวนมากที่ขับเคลื่อนสถานีฐานทั่วประเทศ ยิ่งการใช้งานมือถือเพิ่มขึ้น โครงข่ายยิ่งต้องใช้พลังงานเพื่อรองรับการรับส่งข้อมูลที่มากขึ้น โจทย์นี้ทำให้ทีมนวัตกร Network ทรูต้องหาวิธีบริหารพลังงานให้มีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษาคุณภาพสัญญาณสำหรับบริการลูกค้า
“ที่ผ่านมาบริษัทใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตหลายราย ซึ่งมีโซลูชันบริหารพลังงานแยกกัน จึงไม่สามารถประสานการทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ ทีมจึงเริ่มพัฒนาโซลูชันขึ้นเอง โดยใช้ความสามารถด้าน AI และ Machine Learning ของคนในทีม เพื่อบริหารจัดการพลังงานของเสาสื่อสาร” วีระธัช วิฑูรชาติ Project Leader ของทีม EnergySense เล่าถึงจุดเริ่มต้น
EnergySense คือนวัตกรรม AI สำหรับบริหารจัดการพลังงานโครงข่ายโทรคมนาคม ที่ต่อยอดจากนวัตกรรม GENIE: Green Energy Network IntelligencE ซึ่งได้รับรางวัล Chairman Award 2025 และได้รับการรับรอง Autonomous Network Level 4 จาก TM Forum ในหมวด RAN Energy Efficiency Optimization
“แรกเริ่มคือการพัฒนา GENIE ที่ใช้ AI และ Machine Learning วิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณการใช้งานเครือข่าย เพื่อนำข้อมูลมาบริหารการทำงานของย่านความถี่ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้งาน ปีนี้ทีมได้นำเสนอ EnergySense ที่นำเทคโนโลยี IoT เข้ากับระบบ AI และ Machine Learning เพิ่มความสามารถในการควบคุมพลังงานระดับฮาร์ดแวร์ในสถานีฐานได้โดยตรง”
ปัจจุบัน EnergySense เริ่มนำมาใช้บริหารจัดการพลังงานในระดับอุปกรณ์ โดยต้องพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละสถานีฐานและช่วงเวลาการใช้งาน เพื่อประหยัดพลังงานโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของอุปกรณ์ เครือข่าย และคุณภาพบริการที่ลูกค้าได้รับ
“ความท้าทายคือ การสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของเครือข่าย คุณภาพการให้บริการ และการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าสูงสุด เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การลดพลังงานและค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว” วีระธัช ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญ

ในระหว่างนี้ ทีมนวัตกรยังคงมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ มาต่อยอด โดยหนึ่งในแนวทางที่กำลังศึกษา คือ Quantum Computing ซึ่งอาจช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการคำนวณและวิเคราะห์ตัวแปรที่ซับซ้อน เพื่อหาแนวทางประหยัดพลังงานได้มากขึ้น โดยไม่กระทบคุณภาพสัญญาณและส่งมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ดีที่สุด
- ว่องไว (Wong-WAI) แพลตฟอร์ม AI บริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กร
ข้อความเพียงหนึ่งโพสต์ในโลกออนไลน์อาจกลายเป็นประเด็นที่ส่งผลต่อชื่อเสียงขององค์กรได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่ข้อมูลด้านลบจากสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียมีปริมาณมหาศาล การติดตามตรวจสอบข้อความด้วยกำลังคนจึงเป็นความท้าทาย
จากปัญหานี้ ทีมนวัตกรทรูที่ดูแลงานด้านการจัดการวิกฤติ จึงได้เริ่มต้นคิดและพัฒนาระบบอัตโนมัติที่ช่วยคัดกรองข้อความที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงองค์กร ก่อนต่อยอดด้วย AI ในยุคที่เทคโนโลยีพร้อมรองรับการทำงานที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น จนกลายมาเป็น ว่องไว (Wong-WAI) แพลตฟอร์ม AI บริหารความเสี่ยงด้านชื่อเสียงองค์กรแห่งแรกของประเทศไทย
“ทีมเราพัฒนานวัตกรรมเพื่อรับมือกับงานนี้ตั้งแต่ปี 2019 เริ่มจากการใช้ Rule-based หรือระบบกติกาที่ทีมออกแบบขึ้นเพื่อวิเคราะห์ข้อความจาก Social Listening ทั้งความรู้สึก บริบท และประเด็นที่กำลังพูดถึง โดยใช้กำลังคนเป็นหลัก จนเมื่อปี 2024 ทีมได้รับการสนับสนุนจาก True Lab ให้พัฒนาระบบอย่างจริงจัง โดยนำ AI เข้ามาทำงานร่วมกับกติกาที่มีอยู่เดิม” ฐิติรัตน์ สิริวรโชติโภคิน Project Leader ของทีมว่องไว เล่าถึงจุดเริ่มต้นที่ได้คิดและพัฒนางานร่วมกับ จิรันตน์ วิธานวัฒนา

ในช่วงการพัฒนาระบบ ทีมนวัตกรทรูได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และ BOTNOI Group สตาร์ทอัพที่เชี่ยวชาญด้าน AI และ Data Science ที่เข้ามาเติมเต็มงานด้านวิศวกรรมระบบ โดยนำ AI และ Machine Learning มาใช้ในกระบวนการวิเคราะห์ ทำให้ระบบตีความภาษาได้แม่นยำ เข้าใจบริบทของข้อความ ทั้งความรู้สึกของผู้โพสต์และประเด็นที่กำลังพูดถึง
“จุดเด่นของว่องไวคือ การใช้ AI และ Machine Learning วิเคราะห์ข้อมูล Social Listening ร่วมกับระบบ Rule-based เพื่อประเมินความเสี่ยงจากแนวโน้มการมีส่วนร่วมและการเติบโตของประเด็นบนโลกออนไลน์ และแจ้งเตือนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ติดตามสถานการณ์และเตรียมรับมือได้ทัน และยังมีฟีเจอร์ช่วยเสนอแนวทางการสื่อสารเบื้องต้น เช่น การร่าง PR Statement ตามประเภทของเหตุการณ์ เพื่อให้ทีมทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น” ฐิติรัตน์ อธิบาย
การพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่การแจ้งจดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการเผยแพร่งานวิจัยในระดับนานาชาติ
“เราหวังว่าในอนาคต ว่องไวอาจต่อยอดสู่การช่วยคัดกรองข่าวปลอม และข้อมูลที่เป็นภัยต่อเด็กและเยาวชน ขยายสู่การเฝ้าระวังความเสี่ยงในโลกออนไลน์ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น” ฐิติรัตน์ กล่าวถึงทิศทางในอนาคต
เรื่องราวของทั้ง 4 นวัตกรรมของทรู แสดงให้เห็นถึงพลังของคนทำงานที่นำความเชี่ยวชาญมาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อให้เทคโนโลยีไม่ได้เพียงขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและสังคมได้อย่างยั่งยืน
อ่านแล้ว80 times!

