เมื่อ AI คือเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์ เราจะควบคุมความเร็วนี้อย่างไรให้ปลอดภัยและยั่งยืน

แบ่งปันข่าวนี้ :

เมื่อ AI คือเครื่องยนต์ซูเปอร์คาร์ เราจะควบคุมความเร็วนี้อย่างไรให้ปลอดภัยและยั่งยืน? ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วย ‘หลัก AI ที่มีความรับผิดชอบ’ เปลี่ยนความไว้วางใจให้เป็นสมรรถนะใหม่ สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในเวทีโลก

โดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) แบ่งปันมุมมอง “From Algorithmic Shock to Ethical Shift: Why Trust is the Currency of Thailand’s Digital Future” ในงาน GCNT EXPO 2026 “FROM SHOCK TO SHIFT – Sustainable Transition in a Fractured World” จากวิกฤตโลก สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืน จัดโดยสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

  • คุณจะขับซูเปอร์คาร์บนถนนที่ไม่มีการจำกัดความเร็ว ไม่มีสัญญาณไฟจราจร และไม่มีกฎจราจรใดๆ หรือไม่?
    ผมเชื่อว่าคำตอบส่วนใหญ่คงจะ “ไม่” เพราะแม้ยานยนต์จะมีขุมพลังมากมายเพียงใด แต่หากปราศจากกฎกติกาที่ผู้ใช้รถใช้ถนนเห็นพ้องต้องกันอย่างชัดเจน ความทรงพลังนั้นอาจกลายเป็นความเสี่ยงที่อันตรายเกินควบคุมได้ AI ก็เปรียบเสมือนซูเปอร์คาร์ ทั้งรวดเร็ว ทรงพลัง และเต็มไปด้วยศักยภาพ

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI เริ่มต้นจากต้นทุนที่ลดลงอย่างมหาศาล Stanford AI Index ระบุว่า ค่าใช้จ่ายในการประมวลผลบนโมเดล GPT-3.5 ซึ่งเป็นค่ากลางในมิติต้นทุนของอุตสาหกรรม ถูกลงกว่า 280 เท่าในระหว่างปี 2565-2567 ประกอบกับต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่ลดลงเฉลี่ย 30% ต่อปี และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น 40% ส่งผลให้ AI เปลี่ยนสถานะจากเทคโนโลยีเพื่อการทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นได้รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรืออินเทอร์เน็ต

ปัจจัยทางเศรษฐกิจเหล่านี้ผลักดันให้การใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ ปัจจุบันมีผู้ใหญ่ทั่วโลก 4 พันล้านคน หรือเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ใช้ AI เป็นประจำทุกเดือน ขณะที่ GenAI มีอัตราการใช้งานแตะ 53% ภายในเวลาเพียงสามปี สูงกว่าอินเทอร์เน็ตประมาณ 1.8 เท่า และสูงกว่าคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลประมาณ 2.7 เท่า เมื่อเทียบในช่วงเวลาเดียวกันหลังเปิดตัวสู่ตลาดวงกว้าง
จากปัจจัยข้างต้น ทำให้สถานะของ AI ถูกยกระดับจาก “เทคโนโลยีขั้นทดลอง” สู่การเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจโลกในระดับฐานราก
หากย้อนเวลากลับไปในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว คำถามของผู้นำธุรกิจล้วนพุ่งเป้าไปที่ “ความเร็ว” ของการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่วันนี้ คำถามที่ผู้นำธุรกิจโลกหันมาตั้งวงคุยกัน กลับเป็นคำถามเชิงธรรมาภิบาลที่ว่า “ใครต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบจากความเสี่ยงที่เกิดขึ้นโดย AI”

การเปลี่ยนรูปคำถามดังกล่าว จาก “ความเร็ว” สู่ “ผู้รับผิดชอบ” สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ในการดำเนินธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ จากผลการเติบโตระยะสั้นสู่ “การสร้างคุณค่าที่ยั่งยืน” ขณะเดียวกัน ยังสะท้อนถึง “คุณค่า” ที่จะกำหนดภาพเศรษฐกิจ AI แห่งอนาคต ที่จะตั้งอยู่บนฐานแห่งความไว้วางใจของคนในสังคม (trustworthiness) หรือจะต้องจำทนในระบบเศรษฐกิจที่ไร้ทางเลือก (reluctant tolerance)

เพราะด้วยศักยภาพมหาศาลของเทคโนโลยีนี้เอง AI ช่วยให้ธุรกิจให้บริการลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ขยายการเข้าถึงองค์ความรู้ให้กว้างขึ้น และปลดล็อกศักยภาพบุคลากรจากงานที่ซ้ำซากจำเจ ขณะเดียวกัน หากปราศจากแนวนโยบายการใช้ AI ที่เหมาะสม ผลกระทบและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ว่าจะเป็นอคติของระบบ ข้อมูลที่บิดเบือน รวมถึงการละเมิดความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งท้ายที่สุด จะทำให้เกิดการสูญเสียความเชื่อมั่นต่อระบบ

  • ช่องว่างแห่งความรับผิดชอบ
    ในมุมมองของธรรมาภิบาล ตัวเลขการใช้งานที่เพิ่มขึ้นของ AI ได้สะท้อนการถ่ายโอนภาระความรับผิดชอบของการกระทำจาก “มนุษย์” ไปสู่ “ระบบ” อย่างเงียบๆ เพราะด้วยบทบาท AI ในชีวิตประจำวันที่มากขึ้น ทั้งการสร้างคอนเทนต์ ให้คำแนะนำ จัดลำดับความสำคัญ ตัดสินใจ หรือแม้กระทั่งลงมือทำแทนเรามากขึ้น และในทุกก้าวของพัฒนาการอันน่าทึ่งนี้ คำถามของผู้คนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงว่าคำตอบนั้นถูกต้องหรือไม่อีกต่อไป หากแต่เป็นคำถามว่า ใครจะตรวจพบความผิดพลาด ใครมีอำนาจหยุดระบบ ใครจะแก้ไขความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และใครจะอธิบายได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
    นั่นคือ “ช่องว่างแห่งความรับผิดชอบ” (Accountability Gap) และนี่คือต้นตอที่แท้จริงของปัญหาความเชื่อมั่น
    จากผลสำรวจปี 2568 โดยมหาวิทยาลัยเมลเบิร์นร่วมกับ KPMG กว่า 48,000 คนใน 47 ประเทศ ต่อประเด็นความไว้วางใจในการใช้ AI พบว่า ผู้ใช้งาน AI ราว 66% นำ AI มาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ทว่า มีเพียง 46% ของผู้ใช้งานกลุ่มดังกล่าวที่เชื่อมั่นในผลลัพธ์ของ AI สำหรับประเทศไทย จากรายงานโดย Stanford AI Index ระบุว่า ราว 77% ผู้ใช้งานชาวไทย มองว่า AI มีคุณมากกว่าโทษ
    ตัวเลขข้างต้นสะท้อนถึง 2 นัยยะต่อการพัฒนาสู่เศรษฐกิจ AI กล่าวคือ เศรษฐกิจ AI มีจุดเริ่มต้นที่ดีจากการเปิดรับของประชาชน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกระบบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจะเติบโตภายใต้ฐานแห่งความเชื่อมั่นโดยปริยาย ข้อสังเกตดังกล่าวนำมาสู่บทเรียนของผู้บริหารองค์กรที่ว่า คุณค่าของสิ่งนั้นๆ จะเกิดขึ้นได้ เมื่อผู้ใช้งานเข้าใจขัดจำกัดของมันอย่างถ่องแท้ มีมนุษย์อยู่ในกระบวนการตัดสินใจถึงขอบเขตการใช้ จุดใดทำได้ จุดใดเสี่ยง และเมื่อใดที่เรียกว่าความพร้อมของระบบ
  • และนี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อว่า “วิจารณญาณ” (Human Judgement) คือหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของทศวรรษนี้
    วิจารณญาณ คือ สิ่งที่กำหนดกรอบของปัญหา นิยามความสำเร็จ และขอบเขตแห่งการกระทำ และที่สำคัญ วิจารณญาณต้องมาพร้อมความรับผิดชอบที่แท้จริง นั่นคือการรู้แน่ชัดว่าใครคือผู้ที่เหยียบเบรกเพื่อหยุด หรือหมุนพวงมาลัยเพื่อเปลี่ยนทิศทาง ทว่า การมีมนุษย์อยู่ “ในวงจรการตัดสินใจ” เพียงบนกระดาษนั้นจะไร้ความหมาย หากผู้รับผิดชอบผู้นั้นไม่มีความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ การรู้จังหวะเวลา อำนาจและขอบเขตการกำกับดูแล
  • ทำไมธรรมาภิบาล AI จึงสำคัญ
    ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของหลักการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบ หรือ Responsible AI ในบทบาทของการออกแบบเชิงสถาบันที่ทำให้วิจารณญาณ หรือการตัดสินใจของมนุษย์มีความชัดเจน ถกเถียง และตรวจสอบได้

กระนั้น รายงาน Digital Government Outlook ปี 2026 ของ OECD พบว่า ในบรรดา 36 ประเทศสมาชิก แม้เกือบทุกประเทศจะมีมาตรการกำกับดูแล AI อย่างน้อยหนึ่งด้าน แต่มีเพียง 39% ที่กำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงก่อนนำ AI ไปใช้ในระบบ 31% ที่มีการตรวจสอบหลังการใช้งาน และมีเพียง 22% ที่เปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นหรือร้องเรียน ข้อมูลนี้สะท้อนถึงความอ่อนด้อยทางกลไกเชิงนโยบายที่นำไปสู่การบังคับใช้จริง

ที่ทรู เราพยายามปิดช่องว่างนี้ในการดำเนินงานของเราเอง โดยต่อยอดจากมาตรการควบคุมที่มีอยู่ เราได้วางกรอบธรรมาภิบาล ครอบคลุมทุกระยะของการพัฒนาสินค้าและบริการที่มี AI เกี่ยวข้อง โดยเริ่มจากแบบคัดกรองความเสี่ยง 7 ข้อ ซึ่งอ้างอิงหลักการและแนวปฏิบัติที่ดีด้าน Responsible AI ในระดับสากล ซึ่งหากโปรเจกต์ใดก็ตามที่มีความข้องเกี่ยวในข้อมูลส่วนบุคคลหรือส่งผลกระทบต่อประชากรจำนวนมาก จะถูกจัดเป็นโปรเจกต์ความเสี่ยง “สูง” ทันทีโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ ในทุกโปรเจกต์ จะต้องผ่านการพิจารณาของ AI Council ซึ่งเป็นคณะกรรมการประจำที่มีประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายข้อมูลและ AI เป็นประธาน ทั้งยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านความเป็นส่วนตัวและความมั่นคงปลอดภัยร่วมในกระบวนการพิจารณาด้วย ขณะเดียวกัน เรามีการประเมินผลกระทบด้านความเป็นส่วนตัว และตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัยทั้งในเรื่องท้องที่ที่จัดเก็บข้อมูล (data residency) และการเข้ารหัสข้อมูล และก่อนเปิดใช้งานจริง ที่สำคัญ โมเดล Generative AI ต้องผ่านเกณฑ์ความแม่นยำสูงสุดถึง 99% สำหรับกรณีการใช้งานความเสี่ยงสูง พร้อมข้อกำหนดให้มีมนุษย์กำกับดูแลทุกการตัดสินใจที่มีผลกระทบสำคัญ

และด้วยโมเดลการพัฒนาธุรกิจที่ 70% ของสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI เป็นการพัฒนาร่วมกับผู้ให้บริการภายนอก เราจึงกำหนดให้คู่ค้าจะต้องชี้แจงประเด็นด้านอธิปไตยทางข้อมูล (data sovereignty) และความถูกต้องแม่นยำของข้อมูล เป็นเงื่อนไขสำคัญในการทำธุรกิจร่วมกับเรา การวางมาตรการเหล่านี้อยู่ในการทำงานประจำวันทำให้ทีมงานต้องรักษาสมดุลระหว่าง “ความเร็ว” กับ “ความถูกต้อง” ซึ่งเราได้ทำให้เรื่อง Responsible AI เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งองค์กร ไม่ใช่ภาระของฝ่ายไอทีเพียงลำพัง

โครงสร้างพื้นฐานแห่งความเชื่อมั่นที่ต้องสร้างร่วมกัน
ยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติของไทยได้กำหนดเป้าหมายที่ท้าทาย ทั้งการพัฒนาบุคลากรด้าน AI มากกว่า 30,000 คน การผลักดันให้องค์กรอย่างน้อย 600 แห่งนำ AI ไปใช้ และการสร้างผลกระทบทางธุรกิจและสังคมมูลค่า 48,000 ล้านบาทภายในปี 2570 การจะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้อย่างยั่งยืน ไทยจำต้องต้องให้ความสำคัญประเด็นธรรมาภิบาล ควบคู่กับการเร่งเครื่องการใช้งาน (AI Adoption) ความรู้เท่าทัน (AI Literacy) หรืออีกนัยหนึ่ง ผสานความเข้าใจคู่กับความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องการพื้นที่ทดลองทางนวัตกรรม (sandbox) ให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญ สามารถร่วมกันทดสอบ AI ยูสเคสในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เพื่อรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ ระบุความเสี่ยง และปรับปรุงมาตรการป้องกันให้ดียิ่งขึ้นก่อนขยายผลในวงกว้าง เพราะหาก AI คือซูเปอร์คาร์ แซนด์บ็อกซ์ก็คือสนามทดสอบ พื้นที่ที่เราสามารถทดสอบได้อย่างปลอดภัย เพื่อสร้างกติกาที่ดียิ่งขึ้น

‘ความรับผิดชอบ’ ถือเป็นหน้าที่ของทุกฝ่าย ภาครัฐต้องคุ้มครองสิทธิของประชาชนและจัดให้มีช่องทางเยียวยา ภาคธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อหลักฐาน และผลลัพธ์ของตนเอง ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องดูแลความมั่นคงปลอดภัยของโครงข่าย ข้อมูล และความรับผิดชอบของคู่ค้า และประชาชนต้องคงไว้ซึ่งสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อการตัดสินใจใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตัวเอง

เพราะหาก AI คือเครื่องยนต์ ธรรมาภิบาลก็คือพวงมาลัย ส่วนเราจะเดินทางไปถึงปลายทางได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ จึงอยู่ที่คนขับรถจะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับผู้สัญจรได้ด้วยความรับผิดชอบ การเคารพกฎกติกา และภายใต้เศรษฐกิจ AI ที่กำลังก่อตัวขึ้น “ความเชื่อมั่น” คือสกุลเงินที่จะทำให้อนาคตดิจิทัลของไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

อ่านแล้ว65 times!

แบ่งปันข่าวนี้ :

You May Also Like

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.