ศจย. สานพลัง 4 ภาคีเครือข่าย “หวาน เค็ม เมา ควัน” หยุด! สินค้าที่บ่อนทำลายสุขภาพคนไทย

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24 ขึ้น ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of Health: CDoH) ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี



นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดงาน ตอนหนึ่งว่า ปี 2565 พบว่า ประเทศไทยสูญเสียภาวะสุขภาพอย่างน้อย รวมกว่า 20.5 ล้านปี โดย 4 ใน 5 ของปัญหานี้เกิดจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะเรื่องของโรคหลอดสมอง เบาหวาน โรคหัวใจหลอดเลือด และโรคไตวาย คิดเป็น 12.2% ของภาวะการสูญเสียภาวะสุขภาพที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับประเทศไทย

“ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพ ได้แก่ ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนในเด็กและเยาวชนไทย โรคความดันโลหิตสูง พฤติกรรมการบริโภคเกินขนาด รวมถึงการสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ องค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า ปัจจัยดังกล่าวสามารถควบคุมได้เพื่อลดผลกระทบต่อการสูญเสียปีสุขภาวะของประชาชน สินค้าประเภทน้ำตาล เกลือ สุรา และผลิตภัณฑ์ยาสูบ จึงถือเป็น ปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ (Commercial Determinants of Health: CDoH) ที่ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมอย่างเหมาะสม”

รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวอีกว่า องค์การอนามัยโลก เปิดตัวโครงการริเริ่ม “3 by 35” ซึ่งผลักดันให้รัฐบาลทั่วโลกใช้มาตรการทางภาษีสุขภาพ (Health Taxes) เพื่อเพิ่มราคาที่แท้จริงของ 3 ผลิตภัณฑ์ทำลายสุขภาพ ได้แก่ ยาสูบ แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล อย่างน้อย 50% รวมถึงออกกฎหมายปราบปรามเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน และการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ

“ในภาวะวิกฤติเด็กเกิดน้อยอยู่แล้วในประเทศไทย เราอย่าปล่อยให้สินค้าทำลายสุขภาพ ทั้ง “หวาน เค็ม เมา ควัน” มากำหนดอนาคตของเด็กไทย“
ด้าน ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) กล่าวว่า ปี 2569 ศจย. ผนึกกำลัง 4 ภาคีเครือข่าย จัดการประชุมวิชาการบุหรี่และสุขภาพ ชูหัวข้อ “Commercial Determinants of Health: ปัจจัยพาณิชย์ที่มีผลต่อสุขภาพ” ขานรับแนวทางองค์การอนามัยโลก ในการสร้างฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และสร้างความตระหนักรู้ถึงภัยแฝงจากสินค้าที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นสุรา ยาสูบ หรือน้ำตาล ซึ่งเปรียบเสมือนกับดักสำคัญที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรค NCDs

ขณะที่ ศ.เกียรติคุณ พญ.สุวรรณา เรืองกาญจนเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังแพร่ระบาดเข้าสู่กลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาสมองอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในภาวะที่อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง

ทาง ศจย. และเครือข่าย จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐบาล ดังนี้
1.คงมาตรการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ขอให้รัฐบาลบังคับใช้กฎหมายห้ามนำเข้าอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและศูนย์ปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าในการกวาดล้างอย่างจริงจัง โดยเน้นการควบคุมช่องทางออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการซื้อขายของเด็กถึง 70 – 80%

“นี่คือเขื่อนที่สําคัญที่สุด เราจะต้องมาร่วมกันปราบปรามอย่างจริงจัง ซึ่งขณะนี้ทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ได้มีศูนย์บุหรี่ไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้ว รวมทั้งเรื่องของการปราบปรามทางสื่อออนไลน์”

2.ปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียว (Single Tier) เนื่องจากระบบภาษี 2 อัตราในปัจจุบันเปิดช่องให้บุหรี่ราคาถูกขายได้มากขึ้น ส่งผลให้รัฐเสียประโยชน์ทั้งด้านรายได้สุขภาพและการจัดเก็บภาษี จึงเสนอให้ปรับเป็นภาษีอัตราเดียวเริ่มต้นที่ 30%

“งานวิจัยระบุว่า การปรับโครงสร้างภาษีเป็นอัตราเดียวจะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีให้แก่รัฐถึง 15,000 ล้านบาทต่อปี และลดปริมาณการบริโภคบุหรี่ลงได้ 2 ล้านมวนต่อปี ซึ่งส่งผลดีทั้งต่อสุขภาพของประชาชนและสถานะทางการเงินของประเทศ”

ทั้งนี้ บรรยากาศช่วงพิธีเปิดการประชุมฯ ซึ่งจัดขึ้นเป็นวันแรก ภาคีเครือข่าย อาทิ ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม ประธานเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดการบริโภคเกลือและโซเดียมในประเทศไทย ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ร่วมพิธีเปิดงานสัญลักษณ์ “หวาน เค็ม เมา ควัน” โดยนำสัญลักษณ์สินค้าวางลงบนกับดักร่วมกัน
อ่านแล้ว84 times!

