2 คำถามที่ต่างกัน แต่รอคำตอบเดียวกันโดย ซิกเว่ เบรกเก้ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่ม บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผมมีโอกาสได้นั่งคุยกับเยาวชนกลุ่มหนึ่งจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พวกเขาสมัครเข้ามาใน Hope Club กิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผมและคนรุ่นใหม่หลากหลายหัวข้ออย่างเปิดกว้าง ทั้งเรื่องความเปลี่ยนแปลง โอกาส และอนาคตอันใกล้
ผมเปิดประเด็นด้วยคำถามที่ชวนคิดที่ว่า “คุณคิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติของ ‘ทาเลนท์’ ไหม?”
บรรยากาศในห้องเข้าสู่ความเงียบงันสักพัก และก่อนที่ใครจะทันได้ตอบ มีน้องผู้ร่วมอภิปรายคนหนึ่งยกมือพร้อมกันตั้งคำถามกลับมาว่า “แล้วนิยามคำว่า ‘ทาเลนท์’ ในมุมมองของคุณคืออะไร?”

คำถามของเขาทำให้บทสนทนาเปลี่ยนทิศ จากที่ผมเป็นฝ่ายรอคำตอบ กลายเป็นการทบทวนร่วมกัน มันไม่ใช่แค่คำถามถึงความหมายที่แท้จริงของทาเเลนท์เท่านั้น แต่มันยังชวนทุกคนคิดต่อถึงพัฒนาการด้านความหมายของคำคำนี้กำลังถูกเขียนใหม่เร็วเพียงใด ในโลกที่ไม่เคยหยุดรอใคร และจากคำตอบของพวกเขา มันยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า โลกกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ และมันได้เกิดขึ้นแล้ว
“ฉันไม่ได้มองว่าฉันคือ ทาเลนท์หรืออะไร ฉันมองแค่ว่า ฉันมาเพื่อเรียนรู้ เพื่อการตอบสนองความต้องการเพื่อการพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน … ผมคิดว่า เมื่อใดก็ตามที่ผมเดินเข้าไปในห้องหรือที่ใดที่หนึ่ง แล้วผมรู้สึกว่าผมเก่งที่สุุด นั่นแสดงว่าผมกำลังอยู่ผิดห้อง … ดิฉันมองว่า ทาเลนท์คือคนที่หมั่นเติมน้ำใส่แก้ว ไม่เป็นน้ำล้นแก้ว”

คำตอบของพวกเขาเป็นมากกว่าคำอธิบาย เพราะมันได้สะท้อนถึงนัยยะที่สำคัญกว่า นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณค่าของสังคมสมัยใหม่ ในอดีต ตอนที่ผมอายุเท่าพวกเขา ผลการเรียนที่ดี ชื่อของสถานศึกษาในฝันที่ฝ่าฟันต่อสู้เพื่อให้ได้เข้าเรียน ตำแหน่งงานที่มั่นคง สิ่งเหล่านี้เป็นหมุดหมายที่้สังคมเคยใช้นิยามของเติบใหญ่ แต่ปัจจุบัน สิ่งเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องชี้วัดถึงเรื่องราวความพยายาม ความมุ่งมั่น ความตัั้งใจของคนหนึ่งๆ ในอดีต แต่มันไม่ได้บอกว่า เขาจะยังเขียนเรื่องเหล่านั้นต่อ
และนั่น ทำให้สิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนภาพถ่ายของช่วงเวลาหนึ่งๆ ในอดีต ทำหน้าที่บอกเล่าว่าคุณเคยทำอะไรสำเร็จบ้างเมื่อวานนี้ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ เช่นเดียวกัน สิ่งเหล่านั้น ไม่ได้บอกอะไรเราเลยว่าคุณจะทำอย่างไร เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมจริงของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและควบคุมได้ยาก
ตลอดกว่า 30 ปีที่ในฐานะผู้นำที่นำพาองค์กรฝ่าฟันสมรภูมิธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงต่อเวลา บทเรียนข้อหนึ่งที่ตกผลึกได้จากประสบการณ์การบริหารคือ การที่เราเชื่อว่าเราเก่งแล้ว เราสำเร็จแล้ว แล้วหยุดที่จะเรียนรู้ นั่นคือ กับดักที่อันตรายที่สุดของสิ่งที่เรียกว่า ทาเลนท์ มันคือ ภาพลวงตาว่าตนเองมาถึงจุดหมายแล้ว (The illusion of arrival) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คนส่วนใหญ่พร้อมจะรับมือเสียอีก
มากกว่าเรื่องเทคโนโลยี แต่คือการ “สร้างคน”
สำหรับทรู คอร์ปอเรชั่น เราเผชิญกับความท้าทายนี้เช่นกัน และเรากำลังเดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างมีกลยุทธ์ โดยกำหนดเป้าหมายพื้นฐานด้วยการเป็นองค์กร “AI First” ภายในปี 2028 พันธกิจที่ว่านี้ ไม่ใช่เพื่อนำ AI มาแทนที่คน แต่เพื่อติด “อาวุธ” ให้คนของเรา
โครงการ AI Practice Day คือหนึ่งในภาพสะท้อนของความมุ่งมั่นนั้น มันคือการเรียนรู้แบบลงมือทำจริง เจาะลึก และเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมงาน เพื่อช่วยให้พนักงานเปลี่ยนผ่านจากแค่ “ความตระหนักรู้” (Awareness) ไปสู่ “ความสามารถในการทำได้จริง” (Capability) สิ่งที่เราเน้นย้ำไม่ใช่ใบเกียรติบัตร แต่คือเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ความมั่นใจในการใช้งาน รวมถึงความสามารถในบริหารจัดการ พัฒนางานของตัวเองให้มีประสิทธิภาพโดยมี AI เป็นผู้ช่วย

เป้าหมายของเราไม่ใช่การสร้างวิศวกร AI แต่คือการสร้างบุคลากรที่ไม่กลัวอนาคต และมองเห็น AI เป็นเครื่องผ่อนแรง เพิ่มขีดความสามารถในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในอัตราเร่ง ไม่ใช่มหันตภัยที่คุกคามชีวิตการทำงาน การปรับเปลี่ยนกระบวนคิด (Mindset shift) คือสิ่งเดียวกับที่เยาวชนเหล่านี้แสดงให้เห็น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ใช้ศัพท์แสงทางเทคโนโลยีที่หรูหราก็ตาม
4 ฉากทัศน์ จุดตัดเศรษฐกิจบนโลก AI
สิ่งที่ได้จากบทสนทนากับพวกเขา ทำให้ผมนึกถึงรายงานชิ้นหนึ่งของ World Economic Forum ที่ตีพิมพ์เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ในหัวข้อ Four Futures for the New Economy: Geoeconomics and Technology in 2030 ที่ศึกษา วิเคราะห์ความเป็นไปได้ถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงรูปแบบและโครงสร้างเศรษฐกิจของโลก โดยสามารถแบ่งลักษณการณ์เศรษฐกิจได้เป็น 4 ฉากทัศน์ ภายใต้แรงขับเคลื่อนหลักที่กำลังฉุดรั้งและผลักดันทุกระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ นั่นคือ เสถียรภาพทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical stability) และความเร็วในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (Technology adoption)

ฉากทัศน์แรกคือ Digitalized Order โดยมองว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นกลับมาสู่การเติบโต ขยายขอบเขตทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ทว่า ฉากทัศน์นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกกลับมามีเสถียรภาพ และการใช้ประโยชน์จาก AI เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและทั่วถึง แม้ฉากทัศน์ที่ให้มุมมองที่สดใสขึ้น ปัญหาผ่อนคลายลง พร้อมก้าวสู่ทิศทางบวก ทว่า การใช้ประโยชน์จาก AI จะต้องเกิดขึ้นแบบทั่วถึงและเท่าเทียม มิเช่นนั้น ความเหลื่อมล้ำจากการใช้ AI จะนำมาสู่ความท้าทายใหม่ๆ ตามมาอย่างปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้ (Wage polarization) และปัญหาความไม่สงบทางการเมือง
ในทางกลับกัน ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นคือ Geotech Spheres เป็นสถานการณ์ที่การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเผชิญกับความชะงักงัน ห่วงโซ่อุปทานแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ประเทศเศรษฐกิจขนาดเล็กเผชิญกับความเสี่ยงอย่างโดดเดี่ยว ประชากรจะเชื่อมั่นในเทคโนโลยีน้อยลง แม้มันจะได้รับการพัฒนา มีความก้าวหน้ามากเพียงใดก็ตาม ที่สำคัญ ประเทศที่ล้มเหลวในการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลและนโยบายด้านการพัฒนาบุคลากรของตนเอง จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด
ขณะที่อีกสองฉากทัศน์ที่เหลืออย่าง Cautious Stability และ Tech-based Survival คือภาพสะท้อนของโลกที่พวกเราหลายคนกำลังเผชิญอยู่จริงๆ ในปัจจุบัน นั่นคือ การกระจายความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เท่าเทียม กระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลก

ทั้งนี้ WEF ได้ให้คำแนะนำเชิงกลยุทธ์ที่เรียกว่า ทำแล้วไม่เสียใจภายหลัง” (No-regret strategies) ซึ่งได้วิเคราะห์ผ่าใจกลางความสำคัญทั้ง 4 ฉากทัศน์เศรษฐกิจ โดยกลยุทธ์นี้ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 1.สร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบราชการ 2.ลงทุนในความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน 3.สร้างขีดความสามารถในการมองการณ์ไกล และ 4.ผสานการลงทุนด้านเทคโนโลยีร่วมกับการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างสอดประสานกัน
คำถามที่ไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้
เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงได้เกิดขึ้นจริง ความได้เปรียบทางการแข่งขันจาก AI และภูมิรัฐศาสตร์กลายเป็น 2 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดการลงทุนของโลก นัยยะจากเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อเราโดยตรง
ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นจึงไปไกลกว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบจากพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่ แต่คือ ประเทศไทยจะกำหนดอนาคตของตัวเองอย่างไรท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือจะทำหน้าที่เพียงตั้งรับรอให้กลไกการแข่งขันกำหนดชะตา

จะเห็นได้ว่า แม้จุดตั้งต้นทางวาทกรรมที่อยู่ในบทสนทนา Hope Club และรายงานของ WEF จะต่างกัน แต่คำตอบที่ได้กลับชี้ไปที่ประเด็นเดียวกัน เช่นเดียวกัน น้องที่ถามผมถึงนิยามของทาเลนท์ ผมว่าเขาเข้าใจในสิ่งที่องค์กรส่วนใหญ่มองข้ามไป นั่นคือ ‘นิยาม’ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย เห็นลักษณะ วิธีการ และภาพแห่งอนาคตที่ตรงกัน
นี่คือคำถามที่ผมอยากจะทิ้งท้ายไว้ให้พวกเราทุกคนได้ขบคิดร่วมกันครับ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังนำพาตัวเองผ่าน 4 ฉากทัศน์แห่งอนาคตนี้ พวกเราเชื่อว่าคำว่า “ทาเลนท์” สำหรับประเทศนี้แท้จริงแล้วหมายถึงอะไร และวันนี้เราได้สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ทาเลนท์เหล่านั้นได้เติบโตและเบ่งบานแล้วหรือยัง?
รับชมคลิปบทสนทนาใน Hope Club ได้ที่
https://youtu.be/dTDkmm046WQ?si=HRCL89Gjo3NOFAwY
อ่านแล้ว68 times!

