วทน. รุ่น 5 เปิดเวทีถกแถลง “ต้านคอร์รัปชัน” สะท้อนโจทย์ใหญ่สังคมไทย ท่ามกลางดัชนี CPI น่ากังวล
“รศ.ณัฐพงศ์ โปษกะบุตร” ชี้ต้องเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้าง–ปลูกวัฒนธรรมไม่ทนต่อการโกง

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร วิทยาลัยทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดกิจกรรม ถกแถลงเชิงวิชาการ ภายใต้หลักสูตรการบริหารจัดการเชิงนิติศาสตร์ระดับสูง (วทน.) รุ่นที่ 5 เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาในหลักสูตรร่วมวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทย และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ท่ามกลางกระแสสังคมที่ให้ความสนใจต่อการจัดอันดับ ดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยซึ่งยังอยู่ในระดับน่ากังวล



ในการนี้ รองศาสตราจารย์ ณัฐพงศ์ โปษกะบุตร กรรมการอำนวยการ วิทยาลัยทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรม พร้อมสะท้อนมุมมองว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีนานาชาติ แต่เป็น “วิกฤตเชิงโครงสร้าง” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุน คุณภาพชีวิตของประชาชน ตลอดจนความศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ

กิจกรรมถกแถลงครั้งนี้ แบ่งนักศึกษาออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กริฟฟิน, ฟีนิกซ์, ยูนิคอร์น, พีกาซัส และสฟิงซ์ โดยแต่ละกลุ่มใช้เวลานำเสนอประมาณ 10–15 นาที ถ่ายทอดการวิเคราะห์เชิงลึกถึงสาเหตุของปัญหาคอร์รัปชันไทย พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายต่อที่ประชุมและสาธารณชน ผ่านการถ่ายทอดสดของสำนักข่าว “ข่าวชัดประเด็นจริง”

จากการนำเสนอ นักศึกษาวิเคราะห์ตรงกันว่า ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยมีรากเหง้ามาจากหลายปัจจัย ทั้งระบบอุปถัมภ์และการเล่นพรรคเล่นพวก ช่องโหว่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งบประมาณภาครัฐ การบังคับใช้กฎหมายที่ล่าช้าและขาดความเด็ดขาด ปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง รวมถึงคอร์รัปชันเชิงนโยบาย ตลอดจนค่านิยมทางสังคมที่ทำให้การให้สินบนถูกมองเป็นเรื่องปกติ

ขณะเดียวกัน เวทีถกแถลงยังสะท้อนว่า ปัจจุบันประชาชนมีความตื่นตัวและไม่ยอมรับการทุจริตมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วผ่านสื่อออนไลน์ หลายกลุ่มจึงเสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง อาทิ การผลักดัน Open Data ภาครัฐ เพื่อเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสแบบเรียลไทม์ การลดดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ การเพิ่มกลไกคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส รวมถึงการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ บางกลุ่มยังเสนอแนวคิดการพัฒนาระบบ e-Voting ควบคู่กับหลักฐานในรูปแบบเอกสาร เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง ลดจำนวนบัตรเสีย และเพิ่มความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตย

รองศาสตราจารย์ ณัฐพงศ์ โปษกะบุตร กล่าวย้ำว่า การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งในระดับนโยบาย ระดับโครงสร้าง และระดับวัฒนธรรมทางสังคม พร้อมเน้นย้ำว่า “การเริ่มต้นจากตัวเอง” การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และบทบาทของสื่อมวลชนในการตรวจสอบ คือพลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมที่โปร่งใสและยั่งยืน
กิจกรรมดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งเวทีทางวิชาการที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านนิติศาสตร์เข้ากับสถานการณ์จริงของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และสะท้อนพลังของคนรุ่นใหม่ในสายกฎหมาย ที่มุ่งหวังเห็นประเทศไทยก้าวสู่มาตรฐานธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งในอนาคต
อ่านแล้ว64 times!

