สว.กะเทาะเปลือก ‘เรือสำราญไทย’ สับเละตามหลังอาเซียนจี้รัฐเลิก ‘แช่แข็ง’ แผนพัฒนา ปลดล็อกกฎหมายล้าหลัง-ปูพรม Roadmap สู่ระดับโลก หวังชุบชีวิตเศรษฐกิจทางน้ำ

รัฐสภา-เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา โดยมี นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธาน กมธ. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อังกูร คล้ายคลึง รองประธาน กมธ. และคณะ ร่วมหารือถึงแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเรือสำราญของประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศการสะท้อนปัญหาอย่างดุเดือดจากภาคเอกชนที่ระบุว่า อุตสาหกรรมเรือสำราญไทยกำลัง “เสียโอกาส” อย่างรุนแรงจากความไม่พร้อมในเชิงนโยบาย

ที่ประชุมมีการตีแผ่ข้อมูลเชิงลึกผ่านตัวแทนภาคเอกชนและผู้เชี่ยวชาญ โดยพุ่งเป้าไปที่ความล้มเหลวในการพัฒนาท่าเรือสำราญ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดึงเม็ดเงินมหาศาล โดยระบุว่าปัจจุบันไทยยัง “ตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน” ในเชิงศักยภาพอย่างน่าตกใจ แม้จะมีความพยายามให้สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) เป็นหัวหอกในการใช้เวที Exhibition ดึงดูดสายเรือระดับโลก แต่กลับต้องเผชิญกับกำแพงปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน
“เราตั้งเป้าดึง Seatrade งานเรือสำราญระดับโลกมาจัดในไทยภายใน 5 ปี แต่หากรากฐานเรายังไม่แข็งแรง แผนการนี้ก็เป็นเพียงปราสาททราย” ภาคเอกชนรายหนึ่งระบุในที่ประชุม

หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก คือความไม่สมมาตรของการพัฒนาท่าเรือ โดยเฉพาะ ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นประตูหลักแต่กลับขาดแคลนท่าเทียบเรือสำราญที่ได้มาตรฐาน ทำให้เรือจำนวนมากไม่สามารถเข้าจอดได้ ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนไปยังแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่าง เกาะสมุย
ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่า ตามแผนพัฒนาควรมีการสร้างท่าเรือใหม่ปีละ 2 แห่ง แต่ข้อเท็จจริงคือ 5 ปีที่ผ่านมากลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่แห่งเดียว สะท้อนถึงภาวะสุญญากาศทางการบริหาร และลำดับความสำคัญที่ผิดเพี้ยนในการลงทุน
ทาง กมธ. และภาคเอกชน จึงร่วมกันเสนอข้อเรียกร้องให้รัฐจัดทำ Roadmap ที่จับต้องได้จริง โดยแบ่งเป็น 2 ยุทธศาสตร์สำคัญ
- ฝั่งอันดามัน (ระนอง-สตูล) ปั้นเกาะลันตาและสตูลเป็นฐานรับเรือ Luxury ระดับพรีเมียม
- ฝั่งอ่าวไทย (สงขลา-เกาะช้าง) กระจายเส้นทางท่องเที่ยวเพื่อไม่ให้กระจุกตัว และสร้างรายได้สู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังสะท้อนความอัดอั้นถึงความล่าช้าของภาครัฐ ที่เกิดจากการโยกย้ายผู้บริหารบ่อยครั้ง การขาดความเข้าใจในบริบทธุรกิจเรือสำราญ และกฎระเบียบที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน พร้อมย้ำว่ารัฐต้องหยุดบทบาทผู้กำกับที่ล่าช้า มาเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เอกชนทำเองไม่ได้ และต้องมีโมเดลการบริหารที่ยั่งยืน ไม่ใช่ปล่อยให้ท่าเรือเสื่อมโทรมตามกาลเวลา

พล.ต.ต.อังกูร เสนอแนะการปรับปรุงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม
และการพิจารณาโครงการการตัดสินใจในการพัฒนาโครงการควรพิจารณาจากความเป็นไปได้ทางธุรกิจและความคุ้มค่าในระยะยาว
ด้านนายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธาน กมธ. ยืนยันปิดท้ายว่า กมธ. จะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดและจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อ “ทลายข้อจำกัด” ทางกฎหมายที่ล้าหลัง โดยย้ำว่าทุกการตัดสินใจต้องยึดโยงกับ ความคุ้มค่าทางธุรกิจและผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ เพื่อปลดล็อกให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเรือสำราญระดับโลกอย่างแท้จริง
//
อ่านแล้ว54 times!

