ผู้เสียหายแชร์ลูกโซ่ หลายบริษัท ตบเท้าร้อง ปปง สูญเงิน 10,000 กว่าล้านบาท

แบ่งปันข่าวนี้ :
แบ่งปันข่าวนี้ ...

 

นายสามารถเจนชัยจิตรวนิชประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากการที่มีกลุ่มประชาชนผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ ร้องขอความช่วยเหลือมายังสมาพันธ์ ฯ ว่าตกเป็นเหยื่อสูญเงินถึง หมื่นกว่าล้านบาท จากหลายรูปแบบกลโกง ไม่ว่าจะเป็นแชร์ทองคำพีกาสัส แชร์สมาคมณาปนกิจสงเคราะห์พลังเครือข่ายฯและหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง ( คดีพิเศษที่ 138/2560 ) ,คดีแชร์เหมืองทองคำ kkt ( คดีพิเศษที่ 102/2560 ) , แชร์ยางพารา , แชร์เพชรพลอย , แชร์คอร์สสัมมนา( คดีพิเศษที่ 112/2560 ) , แชร์เหมืองทองคำขาว , แชร์ม่อนไหม , แชร์หลอกลงทุนในฟอเร็กซ์ ทริปเปิ้ลทรู , แชร์เกมส์ดิจิตอล DT1010 ( คดีพิเศษที่ 37/2560 ) , แชร์ออนไลน์ , แชร์ลูกโซ่หลอกให้ลงทุนเงินดิจิตอล วันคอย ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการออกเตือนประชาชนแล้ว จึงได้เดินทางมาพร้อมผู้เสียหายยื่นหนังสือถึง พลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รักษาราชแทน เลขาธิการ ปปง ทั้งนี้ได้นำข้อมูลของ บริษัทฮัจยี กรุ๊ปโครงการชักชวนลงทุนในมอญ ที่เป็นคดีพิเศษที่ 217/2560 ว่ามีการเชื่อมโยงกับกลุ่มแชร์ลูกโซ่วงอื่นที่ดีเอสไอได้รับเป็นคดีพิเศษไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่ยังปรากฏพบว่ายังมีทรัพย์สินบางอย่างยังไม่ถูกอายัดจึงนำข้อมูลมามอบในวันนี้ด้วย
วันนี้ทางสมาพันธ์ ฯ พร้อมผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อกลโกงแบบลูกโซ่แชร์ทองคำพีกาสัส แชร์สมาคมณาปนกิจสงเคราะห์พลังเครือข่ายฯและหนังสือพิมพ์ตำรวจพลเมือง ( คดีพิเศษที่ 138/2560 ) ,คดีแชร์เหมืองทองคำ kkt ( คดีพิเศษที่ 102/2560 ) , แชร์ยางพารา , แชร์เพชรพลอย , แชร์คอร์สสัมมนา( คดีพิเศษที่ 112/2560 ) , แชร์เหมืองทองคำขาว , แชร์ม่อนไหม , แชร์หลอกลงทุนในฟอเร็กซ์ ทริปเปิ้ลทรู , แชร์เกมส์ดิจิตอล DT1010 ( คดีพิเศษที่ 37/2560 ) , แชร์ออนไลน์ ฒ แชร์ลูกโซ่หลอกให้ลงทุนเงินดิจิตอล วันคอย ( แชร์ลูกโซ่ )

 

ผู้เสียหาย กมลนันท์ กัญญาบัตร ที่เล่นแชร์ลูกโซ่มาหลายวงและเสียหายมาหลายวงตลอดเปิดใจว่า ผู้เสียหาย กล่าวว่า ตนไม่เคยคิดเลยว่าจะตกอยู่ในภาวะนี้ ตนเคยถูก คุณอานนท์ สิงห์คา หลอกลวงไปลงทุนในแชร์ลูกโซ่วงอื่นมา ตนจึงได้ไปชวนสมาชิกคนอื่นมาร่วมลงทุน 67 ล้านบาท และ ได้มีการแจ้งความที่ สถานีตำรวจภูธร น้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากแจ้งความ แล้วก็ยังไม่ได้รับเงินคืนจากคุณอานนท์ แม้แต่บาทเดียว แต่ถูกสมาชิกทวงถามเงิน โดยตนจะต้องรับผิดชอบหนี้ 67 ล้านบาท จึงต้องหาเงินมาคืนสมาชิก จนตนได้มาพบกับนางสาวไพรัตน์ ฉิมเชื้อ โดยมีการคุยไลน์กัน ให้ชวนมาลงทุน ในการทำธุรกิจเพชรพลอย โดยมีการส่งรูป มาให้ดู ลงทุนวันแรกวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ได้ลงทุนไปเงินจำนวน740,000 บาท ได้ทุก 3 วันเป็นเงินจำนวน 90,000 บาท ลงทุนต่อเนื่องทุกวัน วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ลงทุน 760,000 บาท วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ลงทุน 1 ล้านบาท วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ลงทุน 5.1 ล้านบาท โดยมีการลงทุนต่อเนื่องทุกวัน โดยเฉพาะทีมของดิฉันที่โอนให้กับ นางสาวไพรัตน์ และ สมาชิกที่นางสาวไพรัตน์ ตั้งมาเป็นนอมินีกว่า 200 คน ยอด 1,441 ล้านบาท โดยตนได้นำเงินจากสมาชิกที่เคยเล่นแชร์ลูกโซ่บ้านอื่น แล้วเสียหาย มาลงทุนเพิ่ม คาดว่าจะได้เงินคืนจากวงใหม่ที่มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน คาดว่าคงได้ปันผลตามที่กล่าวอ้าง เพราะมาเป็นมือต้นๆ แต่ปรากฏว่าถูกหลอก จึงอยากฝากเตือนพี่น้องประชาชน ไม่อยากให้ใครต้องตกเป็นเหยื่อแบบตน เพราะทุกวันนี้ลำบากมากในการหาเงินมาคืนให้กับสมาชิกที่เราไปชวนเค้ามาลงทุน อีกทั้งยังถูกสมาชิกแจ้งความอีก ทั้งๆที่เราเอาเงินไปส่งต่อให้กับ ท้าวแชร์ ที่ชื่อไพรัตน์ ทุกวันนี้ ท้าว หรือ ต้นตอขบวนการลอยนวลอยู่ ถ่ายรูปลงเฟซบุค อัพรูปว่าชีวิตดีอยู่สบาย แต่ตนเอง กับ ต้องมาตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ ทั้งนี้อยากฝากย้ำเตือนอย่าให้ใครต้องมาตกเป็นเหยื่อแบบตน ทุกวันนี้ตนเองได้ไปสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าจะขอเลิกยุ่งเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่เด็ดขาด ขอเป็นพลเมืองดีร่วมต่อสู่กับแชร์ลูกโซ่ให้หมดไปจากประเทศไทย

นาย สามารถ เจนชัยจิตรวนิช ประธานสมาพันธ์ต่อต้านแชร์ลูกโซ่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าเหยื่อผู้เสียหายแชร์ลูกโซ่มีอยู่ 2 ประเภท คือประเภทแรกคือ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ แต่ต้องการเข้าไปเพื่อให้ได้เงินก่อน จากการที่ตนเองเป็นผู้เสียหายในวงอื่นมาก่อน หรือ บางคนมีนิสัยเสพติดการลงทุนแบบนี้ จึงทำให้จะเป็นเชื้อไฟอย่างดีในการดึงเหยื่อรายอื่นมาร่วมขบวนการด้วย เพราะมีการชักชวนแบบหมู่ โดยทุกวันนี้ใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ในการหลอกลวง จึงทำให้เหยื่อแชร์ลูกโซ่ มีทุกระดับ ทุกอาชีพ ทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัย ส่วนประเภทที่สองคือ เหยื่อที่แท้จริง ที่ไม่เคยรู้จักแชร์ลูกโซ่ เชื่อว่าธุรกิจที่ตัวเองไปลงทุน เพราะเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่านั่นคือธุรกิจที่มีอยู่จริง เหยื่อผู้เสียหายเหล่านี้ ที่รัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ เพราะถ้าไม่ช่วยเหลือ เค้าจะไปผันตัวเองไปเป็นเหยื่อแบบในกลุ่มแรก ดังนั้น ทางสมาพันธ์ ฯ อยากให้รัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามแชร์ลูกโซ่ เพราะอาชญากรรมดังกล่าว ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับคนไทยมาตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน ที่ประเทศชาติต้องเสียหายนับแสนล้านบาท และทำลายครั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงประเทศ

ดังนั้น จึงขอเสนอให้รัฐบาลมีการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้ 1. ให้มีการแก้ไขกฎหมาย เพิ่มโทษผู้กระทำความผิดในฐานฉ้อโกงประชาชน ที่แต่เดิมมีอัตราโทษเพียงแค่ 3-5 ปีเป็น 7-14 ปี เพื่อทำให้มิจฉาชีพติดคุกอย่างต่ำ50 ปี

“เหตุที่ต้องเสนอแบบนี้ เพราะเราเห็นตัวอย่างคดีแชร์ลูกโซ่ที่แม้จะมีโทษเป็นหมื่นปีแสนปี แต่ติดจริงไม่กี่ปี อย่างเช่น คดียูฟันศาลพิพากษาจำคุกจำเลยคดีนี้ 22 คน ตั้งแต่ 12,255-12,267 ปี แต่มิจฉาชีพติดจริงแค่ 20 ปี เพราะมีกฎหมายอาญามาตรา 91 (2) ระบุว่าถ้าอัตราโทษไม่ถึง 10 ปี ลงโทษได้ไม่เกิน 20 ปีเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นธรรมกับผู้เสียหายที่บางรายถึงขั้นฆ่าตัวตาย ควรมีการคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายเหล่านี้ ด้วยการลงโทษผู้กระทำผิดสถานหนัก เพื่อทำให้มิจฉาชีพเกรงกลัวกฎหมายและไม่กล้าทำความผิดแบบนี้อีก”

2. ภาครัฐควรมีหน่วยงานลักษณะ “One Stop Service บริการแบบเบ็ดเสร็จรับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อในธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงโดยเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบันประชาชนไม่ทราบที่แจ้งความอย่างชัดเจน

“ปัญหาที่พบคือ เมื่อเกิดฉ้อโกงขึ้น แต่ประชาชนไม่รู้จะไปแจ้งที่ไหน สถานีตำรวจ กองปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ประชาชนไม่เข้าใจ และบางครั้งหน่วยงานที่ไปแจ้งก็ไม่รับแจ้ง เพราะฉะนั้น ต้องมีหน่วยงานรับเรื่องร้องเรียนโดยเฉพาะ มีเจ้าภาพที่ชัดเจน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะมีประชาชนตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ทุกวัน”

3. รัฐบาลควรมีปฏิบัติการเชิงรุก มีกระบวนการเยียวยาผู้เสียหายให้รวดเร็วขึ้น รวมถึงการสร้างการรับรู้ แสวงหาตรวจสอบและจับกุมผู้กระทำความผิดที่เข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือฉ้อโกงประชาชน ไม่รอให้เกิดความเสียหายจำนวนมหาศาลขึ้นก่อน

4 ต้องคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาคดีแชร์ลูกโซ่ทุกคดี เพื่อให้มิจฉาชีพเกรงกลัวต่อกฏหมายที่ผ่านมา ให้ประกันตัวก็หลบหนี หรือไม่ก็ไปหลอกลวงคนอื่นซ้ำอีก เพราะไม่เกรงกลัวต่อบทลงโทษ มีให้เห็นมาแล้วคดีเติมเงินมือถือ และ ในอดีตผ่านมาเช่นคดีแชร์บลิสเชอร์

5 ต้องมีเจ้าภาพทำคดีล้มละลาย เพราะทุกวันนี้ไม่มีใครทำสำนวนฟ้องล้มละลาย จึงทำให้คดีล่าช้า ใช้เวลายาวนานถึง 30 ปี กว่าจะได้รับเงินคืน เช่นคดีแชร์แม่นกแก้ว ที่ผู้เสียหายแจ้งความเมื่อปี พ.ศ.2530 แต่เพิ่งได้รับเงินคืนเมื่อเดือนกรกฏาคม พศ 2560 ที่ผ่านมา

“อยากให้รัฐบาลบรรจุเรื่องนี้ให้อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ เพราะแชร์ลูกโซ่เป็นปัญเป็นอาชญากรเลือดเย็น ฆ่าคนทั้งเป็นได้ อย่าหลงเชื่อเขาเด็ดขาด แม้เป็นข้อมูลจากคนใกล้ตัว หากไม่ชอบมาพากลหรือมีผลประโยชน์น่าสงสัย ขอให้ตั้งสติและตรวจสอบก่อนอย่างรอบคอบ ที่สำคัญถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนต้องเข้ามาร่วมมือกันเพื่อปราบปรามแชร์ลูกโซ่ เพื่อป้องกันไม่ให้คนไทยตกเป็นเหยื่อและกลายเป็นปัญหาของสังคม เพราะนั่น คือทุกข์ของคนไทยทุกคน” นายสามารถ กล่าว

อ่านแล้ว1674 times!

แบ่งปันข่าวนี้ ...
แบ่งปันข่าวนี้ :

You May Also Like

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *